จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สำหรับพระเจ้า ทุกสิ่งเป็นไปได้


รูปแม่พระปฏิสนธินิรมล


อัศจรรย์แม่พระ....
                   ไม่เชื่อ ต้องพิสูจน์
            ในโลกปัจจุบัน ทุกอย่างเป็นจริงได้เพราะวิทยาศาสตร์ ดาวศุกร์เพิ่งจะโคจรผ่านหน้าดวงอาทิตย์ไป เราก็สามารถคำนวณได้ ทั้งระยะเวลาและวงโคจรว่าจะกลับมาปรากฏให้เห็นอีกใน 100 ปีข้างหน้า แต่สิ่งที่อัลเบิร์ต ไอสไตน์ สุดยอดนักวิทยาศาสตร์โลก เคยกล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ก็เป็นสิ่งที่เราต้องพิสูจน์มาโดยตลอดและเป็นความจริงที่ว่า มีการค้นพบปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติอีกมากมายที่เกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์จะหยั่งถึง

เรื่องราวความฝันที่เป็นจริงอย่างเหลือเชื่อของ นางสุวรรณ  ห้วยหงษ์ทอง พนักงานทำความสะอาดโรงเรียนบอสโกพิทักษ์ ต.โพรงมะเดื่อ อ.เมือง จ.นครปฐม ปัจจุบัน อายุ 43 ปี นับถือศาสนาพุทธ พักอาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 74/1 หมู่ 10 ต.หนองปากโลง อ.เมือง จ.นครปฐม  อาจเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้

 ความฝันครั้งแรกของคุณสุวรรณเกิดขึ้น ช่วงปลายเดือนเมษายน ประมาณวันที่ 21 เม.ย. คุณสุวรรณเล่าว่า ในเวลาช่วงพักงานตอนกลางวันหลังรับประทานอาหารเธอพักนอนงีบอยู่ที่ศาลาเรือนไทย บริเวณหน้าอาคารริชาร์ด โรงเรียนบอสโกพิทักษ์ ขณะกำลังตกอยู่ในภวังค์ พลันได้ยินเสียงผู้หญิงที่ก้องกังวาน น้ำเสียงนุ่มนวล ไพเราะ บอกคุณสุวรรณว่า “เธอฉันอยู่นี่มานานแล้วนะ...อยู่นานแล้ว”
คุณสุวรรณจึงถามว่า “แล้วเธอเป็นใครอยู่ที่ไหนล่ะ...เธอบอกฉันทำไม”
เสียงผู้หญิงในฝันบอกว่า “ฉันอยากออกไป”
คุณสุวรรณถามว่า “ทำไมไม่ไปบอกพี่น้องเธอล่ะ...ให้เขามาพาออกไป”
ผู้หญิงในฝันยังไม่ทันตอบว่ากระไร  คุณสุวรรณรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากความฝันเสียก่อน และก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นรูปร่างหน้าตาของเจ้าของเสียงอีกด้วย

อีกสองสัปดาห์ต่อมา ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม ราวๆวันที่ 5 พฤษภาคม คุณสุวรรณก็ฝันคล้ายกันในลักษณะเดิมอีก ในฝันได้ยินเสียงสุภาพตรีที่ก้องกังวาน น้ำเสียงนุ่มนวล ไพเราะ แต่ไม่ปรากฎให้เห็นหน้าตาเช่นเดิม กล่าวกับคุณสุวรรณว่า “ฉันอยู่ที่นี่จริงๆนะ...เธอพาฉันออกไปทีสิ”
คุณสุวรรณจึงตอบว่า “เธอบอกมาสิว่าเธออยู่ที่ไหน”
เสียงผู้หญิงในฝันตอบกลับมาว่า “เราเห็นเธอทุกวันเลยนะ”
 “เธอเห็นฉันทุกวันแล้วทำไมเธอไม่เรียกฉันล่ะ” คุณสุวรรณถาม
เสียงในฝันตอบว่า “เธอไม่ได้ยินฉันเอง”
คุณสุวรรณจึงย้ำว่า “ถ้าเธอไม่บอกว่าเธออยู่ที่ไหน...ฉันก็ไม่รู้นะ...ทำไมเธอไม่บอกละว่าเธออยู่ที่ไหน”
ยังไม่ทันได้ยินเสียงตอบอะไร คุณสุวรรณก็รู้สึกว่า เหมือนใครเอามือมาดึงขา จึงสะดุ้งตื่นและคิดว่า คงมีเพื่อนคนงานด้วยกันมาแกล้ง แต่มองไปรอบๆก็ไม่เห็นมีใคร คุณสุวรรณเล่าด้วยท่าทีตื่นเต้นว่า ชักรู้สึกกลัวๆขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนกัน ที่ในฝันได้สนทนากับผู้หญิงคนนี้ถึงสองครั้งโดยไม่เห็นหน้าและไม่รู้ว่าเป็นใคร

ขณะที่คุณสุวรรณเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ในวันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคมในช่วงเวลาพักงานตอนกลางวัน คุณสุวรรณเลี่ยงไปนอนพักผ่อนที่หน้าห้องเรือนพยาบาล อาคารชีวกโกมารภัจจ์ ในความฝันครั้งนี้ คุณสุวรรณได้ยินเสียงผู้หญิงเหมือนกับความฝันสองครั้งที่ผ่านมาอีกครั้ง เสียงนั้นบอกคล้ายกับขอร้องว่า “จริงๆนะ เธอผ่านฉันทุกวันเลย เธอเปิดดูฉันสิ” คุณสุวรรณกำลังคิดจะถามตอบกลับไปก็เผอิญสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยเสียงรถจักรยานยนต์ที่คุณสำอาง ศรีสรรพางค์ เพื่อนคนงานขี่ผ่านมา

คุณสุวรรณนั่งทบทวนความฝันด้วยของตนเองด้วยความรู้สึกสับสนว่า ใครกันแน่นะ ที่มาปรากฏในความฝันของเธอถึงสามครั้ง ในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร  ส่วนอีกใจหนึ่งก็คิดไปว่าตนเองอาจจะดูหนังดูข่าวดูละครมากไปจึงเก็บเอามานอนฝัน

เมื่อถึงเวลาเข้างานช่วงบ่าย คุณสุวรรณขึ้นไปทำความสะอาดที่บริเวณหน้าห้องฟิสิกส์ ชั้น 5  อาคารริชาร์ดตามปกติ ขณะที่กวาดพื้นเสร็จเรียบร้อยแล้วกำลังจะเดินกลับ เพื่อไปทำความสะอาดในบริเวณอื่นต่อ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นไขควงอันหนึ่งตกอยู่ที่ใต้ชั้นวางรองเท้าของนักเรียนที่ตั้งวางไว้อยู่บริเวณหน้าห้องโดยบังเอิญ คุณสุวรรณก้มลงเก็บขึ้นมา แล้วเอาใส่ไว้ในกระเป๋าผ้าคาดกันเปื้อน พลางคิดในใจว่า ใครเอามาทิ้งไว้นะ ในช่วงเวลานั้น คุณสุวรรณกำลังเดินผ่านห้องเก็บบริเวณหน้ามุขของอาคาร ก็เกิดแรงดลใจให้ใช้ไขควงไขประตูโดยแทบไม่รู้สึกตัวว่าคิดอะไรอยู่....

ความรู้สึกตัวกลับมาอีกทีก็ตอนที่เปิดประตูห้องไปแล้วเห็นเป็นใบหน้าของสุภาพสตรีตะแคงหน้ามองมายังเธอ......ปัง!......คุณสุวรรณดึงประตูปิดทันที ภาพความฝันเสียงผู้หญิงซ้ำๆที่เพิ่งเกิดขึ้นกับเธอผุดขึ้นมาในความคิดทันที
คุณสุวรรณ ห้วยหงษ์ทอง

ตลอดวันนั้นและอีกสองวันต่อมา คุณสุวรรณเล่าว่า เธอไม่มีความสุขในการทำงานเลย รู้สึกร้อนรุ่มกลุ้มใจอย่างไรก็บอกไม่ถูก จะเอ่ยปากบอกใครก็ไม่กล้าเพราะไม่ใช่หน้าที่อะไรที่จะต้องไปเปิดประตูห้องเก็บของดู และใครเล่าจะเชื่อในสิ่งที่เธอฝัน แต่ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจสอบถาม  นายกิตติภรณ์ (แม็ก) โสทน หัวหน้าคนงานของโรงเรียนบอสโกพิทักษ์ว่า       “น้าแม็กๆ วิญญาณ “แม่พระ”นี่มีจริงหรือไม่?” นายกิตติภรณ์จ้องมองหน้าเธอและตอบว่า “มีจริงสิ ถามทำไมหรอ?” เท่านั้นแหละ เรื่องราวและความรู้สึกที่เก็บไว้ในใจอยู่หลายวันก็พรั่งพรูออกมาจนหมด ชนิดที่เล่าไปขนลุกไป

นายกิตติภรณ์นำเรื่องดังกล่าวของคุณสุวรรณไปเล่าให้ซิสเตอร์ ดร.อรชร กิจทวี ผู้อำนวยการโรงเรียนบอสโกพิทักษ์ฟังด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน จากนั้นจึงพากันไปที่ห้องเก็บของชั้น 5 ดังกล่าว แล้วให้เปิดประตูพิสูจน์ดู....ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคนในเวลานั้นก็คือรูปปั้นไฟเบอร์กลาสที่ชาวคาทอลิกคุ้นเคยดีและเรียกว่า “รูปแม่พระปฏิสนธินิรมล”ถูกเศษวัสดุสิ่งของวางทับไว้เห็นแต่ใบหน้าที่ด้านหนึ่งพิงติดกับผนังห้องจนปรากฏเป็นรอยถลอกที่บริเวณหางคิ้วซ้าย ตะแคงหน้ามองมายังทุกคน

ซิสเตอร์อรชร กิจทวี จึงให้คนงานช่วยกันนำสิ่งของที่วางทับอยู่ออกและอัญเชิญรูปแม่พระปฏิสนธินิรมล มาตั้งไว้ที่ในห้องทำงานของท่าน แล้วการไล่เรียงประวัติความเป็นมาของรูปแม่พระองค์นี้ก็เริ่มต้นขึ้น

จากคำบอกเล่าของครู บุคลากรในโรงเรียนหลายท่านพูดตรงกันว่า รูปแม่พระองค์นี้เดิมเคยประดิษฐานไว้ในห้องประชุมครูชั้น 5 ของอาคารริชาร์ด ใกล้กับห้องเก็บของที่พบรูปนั่นเอง แต่กลับไม่มีใครแน่ใจว่ารูปแม่พระองค์นี้ถูกใครเก็บเข้าไปทิ้งไว้ในห้องเก็บของตั้งแต่เมื่อไร แต่ก็อาจประมาณเวลาได้คร่าวๆว่า น่าจะถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของมาเป็นเวลานานกว่า 5 ปีขึ้นไป เพราะหลังจากที่มีการสร้างห้องประชุม 60 ปี ที่ชั้นล่างของอาคารริชาร์ด  เพื่อใช้ประชุมครูแล้ว ก็ไม่มีใครคิดถึงรูปแม่พระองค์นี้อีกเลย


จนกระทั่งแม่พระต้องออกมาเรียกคุณสุวรรณ ให้ไปช่วยนำท่านออกมาจากห้องที่อับทึบและถูกทับถมด้วยเศษสิ่งของต่างๆ

ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นจริงแล้วอย่างเหลือเชื่อ นายมงคล ทัฬหะกุลธร นายกสมาคมศิษย์เก่า ผู้ปกครอง และครูโรงเรียนบอสโกพิทักษ์ โทรศัพท์มาพูดคุยเรื่องนี้กับผม ในเช้าของวันที่ 4 มิถุนายน สิ่งที่คุณมงคลบอกกับผมก็คือว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆที่จะเล่ากันสนุกๆหรือเสริมแต่งกันขึ้นมาตามใจตนเอง แต่เท่าที่คุณมงคลได้ลองตรวจสอบและพูดคุยกับคุณสุวรรณด้วยตนเอง พร้อมกับสัตบุรุษวัดพระตรีเอกภาพ หนองหิน อีกหลายท่านที่มาร่วมในงานฉลองวัดและสมโภชพระตรีเอกภาพ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนแล้วก็น่าเชื่อได้ว่า “แม่พระปฏิสนธินิรมล”ได้เลือกที่จะสื่อสารและเรียกให้คุณสุวรรณช่วยเหลือท่านเป็นพิเศษ ซึ่งก่อนหน้านี้ คุณครูสายหยุดและคุณครูวุฒิศักดิ์ ศิริวรศิลป์ ผู้อาวุโสของวัดก็พูดในทำนองเดียวกันนี้

ส่วนในมุมมองของผมสำหรับเรื่อง “อัศจรรย์ของแม่พระ”นั้น ผมไม่ได้แค่เชื่อเพียงอย่างเดียวแต่บ้านที่ผมอาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้ที่ ม.2 ต.บ้านเลือก อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ก็ใช้ชื่อว่า “บ้านแม่พระอุปถัมภ์”ด้วย ส่วนเรื่องราวที่มาของชื่อบ้านและปรากฏการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตนเองนั้นจะยังไม่ขอเล่าในตอนนี้

แต่อยากจะเชิญชวนให้ทุกท่านลองไต่ตรองดูทีว่า ถ้า “แม่” ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตและมีพระคุณต่อลูกประเสริฐยิ่งกว่าใครในโลกนี้ เมื่อยามแก่ชรา หรือเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างทุกข์ทรมานและเดียวดาย  ด้วยความละเลยไม่เอาใจใส่ดูแลของลูกหลานและสังคมแล้ว...อะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทยและสังคมโลกนับต่อจากนี้ไป

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โกงปราบได้(จริง) ถ้านายกเป็นผู้นำ


    
รองฯเฉลิมปราบยา...นายกปูปราบโกง...
เรื่อง“หมาเฝ้าบ้าน”...จึงมีคุณค่า

      
         ต้องขอปรบมือให้กับท่าน พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงษ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่ทำท่าปึ๋งปั๋งประกาศสาวไส้ขบวนการโกงสอบคัดเลือกเข้าเป็นนายสิบตำรวจให้ได้ยกแก๊ง  

          ตามมาด้วยการลงดาบ “ผู้ทุจริตการสอบ” และ  “ผู้ที่สุจริตในการสอบ”ด้วย

           โดยการประกาศให้การสอบครั้งนี้เป็นโมฆะ โดยอ้างว่าเพื่อความสง่างามแต่แรกของผู้ที่จะเข้ามาเป็นตำรวจ 

           ถึงแม้สังคมและสื่อมวลชน จะมองว่าการลงดาบครั้งนี้จะ “ไม่ค่อยเป็นธรรม”กับผู้สุจริตในการสอบกว่าสองแสนคนเท่าไรนัก

          แต่ก็ไม่ถึงกับคัดค้านต่อต้าน หรือวิพากษ์วิจารณ์อะไรรุนแรง แสดงให้เห็นถึงท่าทีของการยอมรับ และความปรารถนาที่จะเห็นตำรวจเอาจริงเอาจังกับการโกง

          และเติบโตไปเป็น “ตำรวจที่ไม่โกง” ไม่ซื้อขายตำแหน่ง ไม่รับสินบน ไม่ทำตัวเป็นโจรปล้นแบงก์ หรืออุ้มฆ่า ค้ายาบ้า ตั้งศาลเตี้ยรีดไถผู้กระทำผิดกฎจราจร เป็นต้น

        เฉกเช่นเดียวกับ ฯพณฯรองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่นำขบวนตำรวจปราบยาเสพติด จนมีชื่อเสียง(ทางบวก)เป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่แพ้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศทำสงครามกับยาเสพติด จนได้รับเสียงปรบมือจากชาวบ้านดังกระหึ่ม

          ถึงแม้ว่าจะมีข้อตำหนิเกี่ยวกับการฆ่าตัดตอน ยิงผิดตัว จับมั่ว รัวตู้เย็น อยู่บ้าง

          แต่เมื่อมองภาพโดยรวมก็ต้องยอมรับว่า สังคมไทยเห็นด้วยในการเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามการทุจริต และยาเสพติด

          เพราะ “การโกงและยาเสพติด”ทั้งสองเรื่องนี้เป็นเภทภัยต่อความมั่นคงของชาติอย่างร้ายแรง ถึงขั้นสิ้นชาติ เสียเอกราชกันทีเดียวเชียว

        เห็นได้ชัดจากประวัติศาสตร์ชาติไทยในอดีต   อาทิเช่น การขายตัวเป็นหนอนบ่อนไส้เปิดประตูให้ข้าศึกเข้าตีเมือง การขายสมบัติของชาติ การทุจริตเชิงนโยบายการโกงกินงบประมาณแผ่นดิน ฯลฯ มีการคอรัปชั่นโกงกินกันทุกรูปแบบในทุกวงการของประเทศไทย

          ไม่เว้นแม้แต่วงการพระสงฆ์องค์เจ้าที่เป็นต้นแบบด้านศีลธรรมคุณธรรมจริยธรรม เป็นต้น เรื่องขบวนการทุจริตเครื่องราชอิสริยาภรณ์  หรือ แอบแฮ๊บเงินวัดไปบำรุงบำเรอกิเลสตัณหา กามา-สีกาก็มีเป็นข่าวให้เห็น

            ที่สำคัญและน่าวิตกห่วงใย คือ บางพวกบางตอนของสังคมไทยกำลังจะยอมรับค่านิยม “โกงบ้างไม่เป็นไร แต่ขอให้มีผลงาน”

          หรือพูดภาษาบ้านๆว่า เอ็งจะโกงก็โกงไป แต่ขอให้จัดสรรประโยชน์ให้ข้าบ้างก็แล้วกัน หรือ เอ็งเอาหมูไป เอาไก่มาให้ข้า ต่างคนต่างได้ บ้านเมืองฉิบหายช่างมัน

          และที่สำคัญยิ่งกว่า คือ ค่านิยมการโกง การทุจริตเชิงนโยบาย แบบเมกกะโปรเจ็กต์ร้อยล้านพันล้าน ยิ่งทำโครงการพัฒนายิ่งใหญ่เท่าไร ยิ่งโกงง่ายโกงได้มาก แต่จับได้ยาก

          เพราะมีความซับซ้อนทั้งในด้านขั้นตอนงบประมาณ ผู้เกี่ยวข้อง เทคนิคและระยะเวลา

          ดังนั้น เมื่อนักการเมืองทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ยิ่งก่อสร้าง ยิ่งซื้อที่ดิน ยิ่งตัดถนน ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งรวย แถมมีผลงานเป็นที่ประทับใจชาวบ้านอีกด้วย

          ส่วนที่ฯพณฯท่าน นายก อบจ. นายกเทศมนตรี สมาชิกสภา ทั้งหลายโกงกินไปเท่าไร ชาวบ้านไม่รู้ ตามไม่ทัน คิดไม่ทัน หรือถึงรู้แต่ก็ช่างเถอะ เพราะ“โกงบ้างไม่เป็นไร แต่ขอให้มีผลงาน” นี่แหละ

          แต่จะปล่อยบ้านเมืองเป็นไปอย่างนี้คงไม่ได้ เพราะเมื่อถึงวันหนึ่งประชาชนที่เป็น “สุจริตชน” เป็นพลเมืองดี เป็นประชากรของประเทศและเป็นองค์ประกอบของรัฐชาติ ก็คงถูกลงดาบลงโทษ ให้พินาศ ตกต่ำล่มสลายไปพร้อมกับชาติเป็นแน่แท้

          หากจะปล่อยให้นักการเมืองและพวกทุจริต โกงบ้านโกงเมือง ทำอะไรกันได้ตามใจชอบ โกงกินกันง่ายๆสบายๆ

        ผมขอเรียกร้อง ให้ ฯพณฯท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมายืนแถวหน้าเป็นผู้นำในการปราบปรามพวกทุจริตคอรัปชั่น โกงกินแผ่นดิน ในวงการเมืองทั้งระดับชาติและท้องถิ่น ในวงการราชการ

          และ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเอกชน ภาคประชาชนจอมปลอม ที่ถูกวางให้เป็นกลไกและเครื่องมือในการตรวจสอบทุจริต แต่กลับทำตัวเป็นเครื่องมือและกลไกในการทุจริตคอรัปชั่นให้นักการเมืองและข้าราชการเสียเอง 

          อย่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ปปช. หรือ ปปง.ไปงมเข็ม-งัดข้อ ช่วงปลายน้ำหลังมีการโกงเกิดขึ้นแล้วเลยครับ เพราะมันได้ผลน้อย และหยุดการคอรัปชั่นไม่ได้จริง

          ถ้าจะทำให้เห็นผลจริง หยุดโกงได้จริง ได้ผลชะงัดนัก ท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องเอาแบบอย่าง ท่านผบ.ตร.พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ต้องเอาอย่าง ฯพณฯรองนายกรัฐมนตรี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หรืออดีตท่านนายกทักษิณ ชินวัตร ในด้านการเป็นผู้นำปราบปรามยาเสพติดก็ได้

          อย่างนี้จึงจะเรียกว่าเอาจริง ทำจริงเพื่อประโยชน์ของชาติบ้านเมืองและประชาชนจริงๆ ทำให้ “หมาเฝ้าบ้าน”ทุกส่วนทุกแขนงมีคุณค่าขึ้นมาจริง ไม่ใช่ของปลอมหลอกกินไปวันๆ

วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

แค่คิดไปเอง หรือเรื่องจริงอิงนิยาย


เวที “ประชาเสวนา” เพื่อปรองดอง 
หรือแค่ภาพลวงตา
            
    คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ(คอป.)มีมติเห็นชอบในหลักการให้กระทรวงมหาดไทย โดยกรมการพัฒนาชุมชนดำเนินการจัดทำเวที “ประชาเสวนา”แบ่งเป็นระดับตำบล/ชุมชน และระดับจังหวัด ในกรุงเทพมหานครและ 76 จังหวัดทั่วไทย  เพื่อค้นหาข้อคิดเห็นในภาพรวมว่า

          ความขัดแย้งของคนไทยเกิดจากสาเหตุใด และมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการการแก้ไขอย่างไร
         
          จากนั้นก็รวบรวมข้อมูลความคิดเห็นส่งให้ สถาบันราชภัฎสวนดุสิต ประมวลเป็นภาพรวมของแต่ละจังหวัด
          
         โดยในกรุงเทพมหานครกำหนดให้จัดเวทีให้แล้วเสร็จภายใน 21 พฤษภาคม 2555
       
         ส่วนในภูมิภาคที่เหลืออีก 76 จังหวัด ให้ประธานศูนย์ประสานงานองค์การชุมชนจังหวัด ร่วมกับประธานชมรมหรือนายกสมาคม ผู้นำอาสาพัฒนาชุมชนทุกจังหวัด ร่วมกันจัดเวทีประชาเสวนาระดับจังหวัด ระหว่าง 5-19 มิถุนายน 2555 และนำส่งรายงานให้กรมการพัฒนาชุมชนภายใน 20 มิถุนายน

          ในการจัดทำเวทีประชาเสวนาเน้นให้มีการประสานและสนับสนุนให้ “ประชาชน”ในทุกหมู่บ้านได้มีส่วนร่วม สร้างสรรค์ และค้นหาสาเหตุของความขัดแย้ง และแนวทางการแก้ไข เพื่อการสร้างความปรองดอง มิให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีกในสังคมไทย

          ฟังดูแล้วเหมือนดีไปหมด การจัดเวทีจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ราบรื่น ประชาชนกลุ่มเป้าหมายมีความพร้อมที่จะมาประชุมให้ความคิดเห็น ให้การร่วมมือเป็นอย่างดี   กระทรวงมหาดไทยจึงเร่งกำหนดการจัดเวทีให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 14-15 วัน

          แต่ในความเป็นจริง ในสถานการณ์จริงจะบรรลุวัตถุประสงค์ เป็นไปตามหลักการและความคาดหวังที่ คอป.และกระทรวงมหาดไทยวางไว้จริงหรือ ?

       ประการหนึ่ง ที่พึงควรนำมาใคร่ครวญอย่างมากใน หลักการมีส่วนร่วม และการดำเนินการ คือ กระบวนการสร้างความตระหนักและการรับรู้ของประชาชน(ทั่วไป) และประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ในการจัดทำเวทีประชาเสวนามีมากน้อยเพียงไร

          ถ้าการดำเนินการมีอยู่น้อย หรือไม่มีกระบวนการดังกล่าวอยู่เลยแม้แต่น้อย คำถามก็คือ ข้อมูลความคิดเห็นที่ได้จากเวทีประชาเสวนา มีความน่าเชื่อถือในเชิงเหตุผล และวิธีการมากน้อยเพียงไร หรือ ไม่มีอยู่เลย

          พูดให้ชัดก็หมายความว่า ข้อมูลจากเวทีประชาเสวนา ไม่มีความน่าเชื่อถือ และไม่น่าจะนำไปสู่แนวทางในการสร้างความปรองดองในสังคมไทยให้เป็นจริงได้

         เหตุเพราะความขัดแย้ง และการแก้ไขความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องอารมณ์ความรู้สึกระดับบุคคล ในชุมชน /ตำบลเท่านั้น

          หากแต่เป็นเรื่องปัจจัยแวดล้อม เรื่องของเจตนิยมและผลประโยชน์ทางการเมืองที่ซับซ้อน ซ่อนเงื่อนเหมือนเข็มซ่อนพราย ถูกกระตุ้น ปลุกเร้าให้ตื่นตัวหรือเปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ และวัตถุประสงค์ของกลุ่มการเมืองที่มีอิทธิพลอยู่เหนือความรู้สึกได้ตลอดเวลา

          กรณีที่น่าศึกษา คือ ภาพความวุ่นวาย เสียดสีด่าทอ ไร้เหตุผลของผู้แทนปวงชนในการประชุมรัฐสภาและการใช้กฎหมู่ ข่มขู่ ข่มขวัญ “ตั๊ก-บงกช” หลังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับอากง และการต่อต้านการเปิดหมู่บ้านคนเสื้อแดงที่จังหวัดภูเก็ตและสงขลา ซึ่งล้วนเป็นการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหาที่เห็นได้ชัดเจน

การควาน หรือ คลำหาเหตุผล โดยขาดกระบวนการสร้างความตระหนักและรับรู้ข้อเท็จจริงที่ควรจะเป็น จากเวทีประชาเสวนา จึงไม่น่าจะเกิดผลที่นำไปใช้สร้างสรรค์สังคมแห่งการปรองดองได้จริง

           อีกประการหนึ่ง ที่พึงพิจารณาในหลักการสร้างสรรค์ คือ  การให้ความสำคัญกับการตกผลึกในสาเหตุและแนวทางการแก้ไขความขัดแย้ง หรือการสร้างความปรองดอง ในระดับหมู่บ้าน ชุมชน/ตำบล มากกว่าการสรุปภาพรวมระดับจังหวัด

       ความหลากหลายและความแตกต่างทางความคิด เป็นความงดงามของความเป็นประชาธิปไตยก็จริงอยู่ 

          แต่กระบวนการสร้างสรรค์ให้ ความหลากหลายและความแตกต่างทางความคิดและวัฒนธรรมในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเพื่อสร้างความปรองดอง ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ในทำนอง “เป้าหมายเดียวกัน แต่หลากหลายวิธีคิด วิธีปฏิบัติ” สำคัญยิ่งกว่า

          เหตุเพราะข้อเท็จจริงประการหนึ่งของความขัดแย้งลุกลามเข้าไปในครอบครัว ในหมู่บ้าน ชุมชน ที่มีความหลากหลายแตกต่างกันทั้งเชื้อชาติ ศาสนา อาชีพ วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อและข้อมูลความรู้ 

          ในครอบครัวเดียวกันยังคิดเห็นไม่เหมือนกัน ขัดแย้งกัน ทะเลาะเบาะแว้ง ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา แล้วเราจะเอานิยายอะไรกับข้อสรุปภาพรวมในระดับจังหวัด ถ้าหากเวทีประชาเสวนาก้าวข้ามความสำคัญและการให้ความสนใจกับความหลากหลายและการตกผลึกทางความคิดร่วมกันของประชาชนผู้เข้าร่วมเวทีเสวนา

          กล่าวคือ อย่าหยิบเบี้ยใกล้มือ ไม่ใช่เลือกเอาเฉพาะกลุ่มที่รู้จัก หรือพวกใครพวกมันมาร่วมเวที

          แต่ต้องให้หลากหลายครอบคลุมทุกกลุ่ม อาชีพ ศาสนา-ความเชื่อ  วัฒนธรรม ประเพณี ในพื้นที่ของหมู่บ้าน และชุมชน

       สามารถเป็นตัวแทนของปัญหา และมีเวลาในการรับฟัง พูดคุยถึงสาเหตุและแนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เพื่อสร้างความปรองดองมากพอสมควร

          เรื่องไหนประเด็นใดที่เวทีมีความคิดเห็นที่แตกต่าง ยังไม่ได้ข้อสรุปที่เห็นพ้องกัน ควรจะมีเวลาในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และนำมาปรึกษาหารือซ้ำในเวทีจนได้ข้อยุติที่เห็นพ้องต้องกันจริงๆ

          ไม่ใช่ทำกันลวกๆ ขอเพียงให้ผ่านๆไป จัดเอง คิดเอง เออเอง สรุปเอง

          สุดท้ายความขัดแย้งยังคงอยู่ หรือไม่ก็ยิ่งบานปลาย แต่งบประมาณถูกละลายแม่น้ำหมดไปแล้ว ได้ประโยชน์ไม่คุ้มทุน

วันจันทร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ดีชั่วอยู่ที่ตัวกับใจ


เที่ยวนาปู “ชะโงกดูใจ” ที่แพรกหนามแดง

          เป็นความบังเอิญผนวกกับความโชคดีของผมที่ครอบครัวของคุณวิเลิศ กิจเจริญ เจ้าของกิจการ “กิจเจริญฟาร์ม” ที่เพิ่งขยายธุรกิจไปลงทุนเลี้ยงปูทะเล ร่วมกับครอบครัวของคุณสมชวน คำวงษ์ เจ้าของนาปูและกุ้งกว่า 500 ไร่ในย่านติดกับเขต ตำบลยี่สาร และอบต.แพรกหนามแดง  อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม ออกปากชวนให้ไปเที่ยวชมนาปูดูนากุ้ง ศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ทำประมงแบบธรรมชาติ และแบบพัฒนา ซึ่งที่นี่มีให้ดูทั้งสองอย่าง

        คุณสมชวน เล่าว่าคุณแม่ของท่านเป็นคนพื้นนี้ แต่ตัวคุณสมชวนเองไปเกิดที่บ้านบางตาล อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี เมื่อโตเข้าสู่วัยรุ่นจึงยึดอาชีพประมงเป็นหลักในการสร้างครอบครัวมาจนถึงปัจจุบัน นับเป็นเวลากว่า 40 ปี โดยมี คุณปรียา คำวงษ์ และลูกๆเป็นทั้งกำลังใจและกำลังสนับสนุนในการทำนาปูนากุ้ง

        ผมรู้สึกชอบที่ครอบครัวคุณสมชวน และคุณวิเลิศ เลือกที่จะทำนาปูและกุ้งแบบธรรมชาติ อาศัยวิถีธรรมชาติ เรียนรู้ธรรมชาติ น้ำขึ้นน้ำลงน้ำเกิดน้ำตาย ที่ขึ้นอยู่กับอิทธิพลของดวงจันทร์ ปล่อยน้ำเข้าและออกจากนา เพื่อหล่อเลี้ยงและดักจับปูกุ้งที่เจริญเติบโตเต็มที่ส่งไปจำหน่ายให้พ่อค้าแม่ขายและผู้บริโภค เป็นวัฏจักรวนเวียนอยู่อย่างนี้

        โดยไม่เคยทำให้ธรรมชาติและสภาพแวดล้อมเสียหายไปแม้แต่น้อย

        ในทางกลับกันกลับทำให้เกิดความหลากหลายทางชีวภาพเพิ่มขึ้น เพราะพันธุ์ปูและกุ้งนั้น คุณสมชวนเล่าว่าจำเป็นต้องซื้อปูขนาด 15-30 ตัว(กิ)โล ที่มาจากจังหวัดชุมพร ระนอง เพื่อเพิ่มปริมาณให้พอขายแล้วสามารถยังชีพเลี้ยงครอบครัวอยู่ได้ มีเหลือมีเก็บบ้าง พอได้ทำบุญทำทาน และสร้างครอบครัวให้เป็นปึกแผ่นมั่นคงได้

        อันนี้ฟังดูแล้วเข้าทำนองพออยู่พอกิน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นะครับ

       ซึ่งผมฟังแล้ว ไม่รู้สึกแปลกใจอะไร เพราะเท่าที่ได้รู้จักมักคุ้นกันมา 3-4 ปี ผมเห็นครอบครัวคุณสมชวน ให้ความสำคัญกับมิตรภาพ ความเป็นเพื่อน ความรักและความโอบอ้อมอารี เป็นกัลยาณมิตร ดูแลช่วยเหลือแก่ผู้เกี่ยวข้องทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้าน หรือเพื่อนร่วมงาน โดยเฉพาะงานของพระศาสนจักร และการไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ รวมถึงการนำอาหารไปร่วมจัดเลี้ยงในงานฉลองวัดคาทอลิกในเขตจังหวัดต่างๆทั้งใกล้และไกลก็ทำอย่างสม่ำเสมอ

        แต่ที่ผมเห็นแล้วรู้สึกดีมากๆก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดีและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ระหว่างครอบครัวพี่น้องมุสลิม กับครอบครัวคุณสมชวน และพี่น้องชาวพุทธที่อาศัยทำมาหากินอยู่ในพื้นที่บริเวณใกล้เคียงกัน

          การสละความเห็นแก่ตัวออกไป ทำให้ทุกคนทุกศาสนาสามารถแสดงความรัก ความเอื้ออาทรต่อกัน ให้อภัยไม่ถือโทษโกรธเคืองกัน ได้อย่างจริงใจ หากจะมีความผิดพลาดเกิดขึ้นบ้างในบางเวลา

         ชุมชนและสังคมที่เอื้ออาทรกันอย่างนี้ไม่ใช่หรือครับที่สังคมโลก และสังคมไทยกำลังแสวงหา โดยเฉพาะสังคมการเมือง ที่มักเชือดเฉือนและมุ่งทำร้ายทำลายกันด้วยความเกลียดชัง

       เป็นสังคมที่มุ่งสั่งสมความโลภ โกรธ หลง ความอยากมีอยากเป็นอยากเด่นอยากดัง อยากได้มากกว่าอยากให้ จนเป็นสังคมที่ไร้สุข แต่กลับอุดมด้วยทุกข์และปัญหาสารพัดติดตามมา

        ไม่แตกต่างไปจากการทำนาปูนากุ้ง แบบที่มุ่งแต่กำไร แต่ทำลายทุกอย่างทั้งน้ำดิน พืช สัตว์ ระบบนิเวศ ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ซึ่งในที่สุดความเลวร้ายเหล่านั้นก็ย้อนกลับมาทำลายชีวิตและความสุขของมนุษย์เอง

       ไม่แตกต่างไปจากระบอบประชาธิปไตย ที่ยึดตัวบุคคลมากกว่าหลักคุณธรรม ยึดความถูกใจมากกว่าความถูกต้อง ใช้เสียงข้างมากทำลายความชอบธรรมของเสียงข้างน้อย นิยมการใช้อำนาจข่มขู่ มากกว่าการให้ความรัก ความมุ่งปรารถนาดีต่อกัน

        ในที่สุดก็แพ้ภัยตนเอง พากันล่มจมไปทั้งชาติ ถ้ายังจมอยู่ในความเห็นแก่ตัว

        จะดีจะชั่วความจริงอยู่ที่ตัวเราใจเราทุกคนนี่แหละครับ
        ไม่เชื่อลองสำรวจดูสิครับ