จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

ไม่มีความรักใดยิ่งใหญ่ เท่ากับการเสียสละเพื่อมิตรสหาย


สิทธิผู้เสียหาย กรณีศึกษานางดวงจิตต์ “ครูผู้ถูกเผาทั้งเป็น”

                ผมและคณะได้มีโอกาสไปเยือนสำนักงานอัยการสูงสุดและแลกเปลี่ยนทัศนะกับ
คุณอัจฉราวรรณ  บุนนาค ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการและโครงการในพระดำริ
พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภาแล้วรู้สึก ประทับใจ

             และเข้าใจว่ายังมีเรื่องที่ประชาชนอย่างเราๆควรจะได้รับรู้เรื่องกฎหมายและสิทธิ
ประโยชน์ของตนเองอีกมาก

            โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง เด็กและผู้ได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดทางอาญาของผู้อื่น ดูเป็นประเด็นที่ท่านผู้อำนวยการ อัจฉราวรรณ เน้นให้ความสำคัญเป็นพิเศษ

            ประการแรกคือ พระเมตตาและความห่วงใยที่พระองค์เจ้าพัชรกิตติยาภา ทรงมีต่อผู้ด้อยโอกาส ผู้ตกทุกข์ได้ยากในสังคม ทั้งห่วงใยปัญหาผู้หญิงถูกรังแก ถูกใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะทางกาย วาจา ใจ 

            อย่างกรณีของนางดวงจิตต์ บุญพระ ครูโรงเรียนบอสโกพิทักษ์ อ.เมือง จ.นครปฐม ที่ถูกสามีทำร้าย  โดยใช้น้ำมันราดแล้วจุดไฟเผาต้องทนทุกข์แสนสาหัสอยู่ทุกวันนี้

            ก็ทรงมีพระเมตตาให้ผู้แทนพระองค์อัญเชิญแจกันดอกไม้ ประทานให้เป็นขวัญกำลังใจ
ยังความปลาบปลื้มเป็นล้นพ้นแก่ครูดวงจิตต์ ผู้ป่วย ลูกๆของเธอและญาติพี่น้องทุกคน

            ประการต่อมา คือ เรื่องสิทฺธิประโยชน์และสวัสดิการที่ผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดอาญาของผู้อื่นโดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องขอรับค่าตอบแทนจากรัฐ ตามพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหาย และค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา พ.ศ. 2544 

            ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานการขอรับเงินค่าตอบแทน และค่าทดแทน และค่าใช้จ่าย  สำนักงานช่วยเหลือทางการเงินแก่ผู้เสียหายและจำเลยในคดีอาญา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

            แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของสำนักงานกิจการและโครงการในพระดำริฯโดยตรง แต่ก็เป็นกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับประชาชนและผู้เสียหายทุกคน

            ควรจะได้รับรู้รับทราบ และได้รับสิทธิ์ของตนเองตามกฎหมาย

            ข้อนี้ถือเป็นการช่วยเหลือ ประชาชนผู้เสียหาย โดยเฉพาะผู้หญิง และผู้ด้อยโอกาสที่เป็นขอบข่ายหน้าที่ภารกิจของสำนักงานกิจการและโครงการในพระดำริฯ ที่ท่านผู้อำนวยการ คุณอัจฉราวรรณ  บุนนาค  เอาใจใส่ดูแลแนะนำ และประสานงานให้กับคณะญาติของครูดวงจิตต์อย่างครบถ้วน

            รวมถึงข้อกฎหมายอื่นๆเกี่ยวกับทางคดีและการช่วยเหลือนางดวงจิตต์ บุญพระ ที่ญาติและเพื่อนครูรวมถึงผู้บริหารโรงเรียนบอสโกพิทักษ์ได้รับคำแนะนำเป็นอย่างดีจากนายชนภัทร วินยาวัฒน์ และนายพายัพ สุพรรณโท จากสำนักงานอัยการจังหวัดนครปฐม ที่ประสานเข้ามาช่วยดูแลอีกแรง

            กรณีผู้เสียหายที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำผิดอาญาของผู้อื่นโดยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องจะขอรับค่าตอบแทนจากรัฐ ได้ในกรณีดังนี้

            lได้รับบาดเจ็บทางร่างกาย จิตใจ หรือถึงแก่ความตายเนื่องจากถูกทำร้าย ถูกฆ่าตาย ถูกลูกหลง ถูกทำให้แท้งลูก ถูกข่มขืน ถูกกระทำอนาจาร
            l ได้รับบาดเจ็บสาหัส หรือตาย จากการกระทำโดยประมาทของผู้อื่น
            l เด็ก คนชรา คนป่วยที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และถูกทอดทิ้ง

            สิทธิการได้รับเงินช่วยเหลือของผู้เสียหาย แบ่งเป็น 2 กรณี คือ

            กรณีทั่วไป
l ค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการรักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจ่ายจริง ไม่เกิน  30,000  บาท
l ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายและจิตใจเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 20,000 บาท
l ค่าขาดประโยชน์ทำมาหาได้ ในระหว่างที่ไม่สามารถประกอบการงานได้ตามปกติ อัตราวันละไม่เกิน 200 บาท ระยะเวลาไม่เกิน  1 ปี
l ค่าตอบแทนความเสียหายอื่น ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร ไม่เกิน  30,000 บาท
            กรณีเสียชีวิต
lค่าตอบแทน กรณีผู้เสียหายถึงแก่ความตาย ตั้งแต่ 30,000บาท แต่ไม่เกิน 100,000  บาท
l ค่าจัดการศพ จำนวน 20,000 บาท
lค่าขาดอุปการะเลี้ยงดู ไม่เกิน 30,000  บาท
lค่าเสียหายอื่น ตามที่คณะกรรมการเห็นสมควร แต่ไม่เกิน 30,000บาท

            สำหรับขั้นตอนการยื่นเรื่องขอรับเงินช่วยเหลือให้ปฏิบัติดังนี้
1.แจ้งความเพื่อดำเนินคดีต่อเจ้าพนักงานตำรวจ ณ ท้องที่ที่เกิดเหตุ
2.พบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อตรวจรักษา กรณีตายให้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อออกใบมรณะบัตร
3.รวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
4.ยื่นคำขอรับเงินค่าตอบแทนภายใน 1 ปี นับแต่วันที่ได้รู้ถึงการกระทำผิด

            เรื่องข้อกฎหมายอย่างนี้ไม่ค่อยได้พบเห็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปได้ทราบและเข้าใจถึงสิทธิของตนเองมากนัก ทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยาตามกฎหมาย

            แต่สำหรับกรณีนางดวงจิตต์ บุญพระ และลูกๆของเธอ นับว่าเป็นบุญที่ได้รับพระเมตตา และความเมตตาช่วยเหลือจากทุกฝ่ายในสังคม โดยเฉพาะสื่อมวลชนและผู้มีจิตอันเป็นกุศลที่ได้ให้การช่วยเหลือเธอในรูปแบบต่างๆ

            สุดท้ายท่านผู้อำนวยการ อัจฉราวรรณ  บุนนาค  ฝากมาถึงพ่อแม่ผู้ปกครองก็คือ การอบรมดูแลลูกหลานให้มีภูมิคุ้มกัน มีทักษะชีวิต ทักษะทางสังคม และทักษะอาชีพที่เด็ก และเยาวชนสามารถเรียนรู้ได้จากครอบครัว นอกจากการเรียนรู้จากโรงเรียนและสังคม

            ท่านบอกว่าอยากให้มีการจุดประกายให้เด็ก เยาวชนมีความหวังและมีเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิต เพื่อเป็นพลังให้เขามีความใฝ่ฝัน รู้จักบริหารเวลา รู้จักวางแผนและเพียรพยายามทำให้สำเร็จ

            สังคมไทยจะได้มีคนดี มีทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถเพิ่มขึ้น เป็นกำลังสำคัญให้กับประเทศชาติในอนาคต

            ที่สำคัญต้อง “เป็นผู้มีสติ ยั้งคิด ยั้งทำ และยุติการกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงหรือการกระทำความรุนแรงอื่นๆในทุกรูปแบบ”ครับ

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

จะมีประโยชน์อะไร ที่ได้โลกเป็นกำไร แต่วิญญาณต้องเสียไป


ดีชั่วอยู่ที่ตัวทำ
         คนจำนวนมากในโลกนี้รู้จัก ยอห์น. ดี. ร็อคกี้เฟลเลอร์ ในฐานะ “ผู้ให้”ผู้เปลี่ยนเงินเป็นบุญ เปลี่ยนทุนเป็นธรรม

            ร็อคกี้เฟลเลอร์ บริจาคเงินหลายล้านเหรียญ เพื่อสร้างสันติสุขในโลกนี้

            เขาเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการปราบพยาธิปากขอจนหมดไปจากภาคใต้ของสหรัฐ อเมริกา

            เขาได้ตั้งมูลนิธิอันยิ่งใหญ่เพื่อเป็นประโยชน์แก่โลก นั่นคือ “รอคกี้เฟลเลอร์มูลนิธิ” ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ และเพื่อความสุขสวัสดีของมนุษยชาติ

มูลนิธินี้ได้ให้ทุนเพื่อการศึกษาค้นคว้าสิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งในวงการศึกษาและวงการแพทย์

เงินบริจาคหลายล้านเหรียญของเขา ก่อให้เกิดมหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก เพื่อช่วยเหลือการศึกษาของชาวนิโกร

            ยารักษาโรคหลายชนิด เช่น เพนนิซิลิน, ยา ในการรักษาเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ก็เป็นผลงานของรอคกี้เฟลเลอร์มูลนิธิ

นอกจากนี้ รอคกี้เฟลเลอร์ยังร่วมบริจาคในการต่อสู้ทำลายโรคมาเลเรีย วัณโรค ไข้หวัดใหญ่ โรคคอตีบ และโรคอื่นๆ อีกมาก ซึ่งระบาดอยู่ทั่วโลก

คุณูปการเหล่านี้เป็นอานิสงส์ให้ ยอห์น. ดี. ร็อคกี้เฟลเลอร์ กลายเป็นขวัญใจ เป็นต้นแบบ เป็นแรงบันดาลใจ และเป็นที่รักของคนทั้งโลก


แต่จะมีใครสักกี่คนที่รู้จักอดีตที่สุดแสนขมขื่นและอหังการของเขาในบทบาท “มหาเศรษฐีขี้ตืดขี้โมโห”ที่เต็มไปด้วย โทสะ โมหะ โลภะ เห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ มีกลเม็ดในการเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น

จนถูกเกลียดชังจากผู้คนที่เกี่ยวข้องกับเขา โดยเฉพาะจากญาติพี่น้องและบุคคลรอบข้าง

ช่างน่าสงสาร รอคกี้เฟลเลอร์ วัย 43 ปีมหาเศรษฐีของโลกผู้ก่อตั้ง บริษัทน้ำมันสแตนดาร์ดออยล์ (Standard Oil) บริษัทผูกขาดในการค้าน้ำมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก และมีรายได้ถึงสัปดาห์ละ 1ล้านเหรียญสหรัฐ  

แต่กลับไร้ซึ่งความสุขและความรัก...น่าสงสัยไหมครับว่าทำไม?

ตามประวัติระบุว่า มีคนชอบเขามีเพียงไม่กี่คน คนส่วนมากเกลียดเขาไม่ต้องการติดต่อเกี่ยวข้องกับเขาไม่ว่าในทางธุรกิจหรือ ในทางใดๆ

แม้แต่น้องชายของเขาเองก็เกลียดเขา จนถึงกับพาลูกๆ ออกไปจากบ้านประจำตระกูลซึ่งรอคกี้เฟลเลอร์สร้างขึ้น

 ถามว่าตอนนั้น รอคกี้เฟลเลอร์ อยากให้คนทั้งหลายรักเขาไหม?

คำตอบ คือ อยากสิครับ

แต่ดูเหมือนความรวย ความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ ชอบเอารัดเอาเปรียบ ความเกรี้ยวกราด ความเครียดแค้นชิงชัง ความขี้ระแวงสงสัย มุ่งคิดแต่จะทำลายคู่ต่อสู้ไม่ว่าในทางธุรกิจ หรือในวิถีชีวิตด้วยความอิจฉาริษยา หรือ ความวิตกกังวลไม่สิ้นสุดในแต่ละวัน

ได้เผาผลาญความอ่อนน้อม ความเมตตากรุณา ความน่ารัก น่าเคารพ มนต์เสน่ห์แห่งการคบหาในตัวของเขา ไปจนหมดสิ้น

กิเลสตัณหาเหล่านี้ส่งผลให้ รอคกี้เฟลเลอร์ เป็น “ผู้ที่มีคนเกลียดชังมากที่สุดในโลก”ถึงขนาดต้องมีองครักษ์คอยพิทักษ์ชีวิตของเขามาแล้ว

       กระทั่ง รอคกี้เฟลเลอร์ ต้องเผชิญหน้ากับ ความเจ็บป่วยปางตายเมื่ออายุเขาได้ 53 ปี สุขภาพของเขาเสื่อมโทรมมาก  เพราะอุปนิสัยไร้สุขขี้เหนียวขี้ตืดขี้โมโหของเขานั่นเอง

       เขานอนไม่หลับ ป่วยเป็นโรคเครื่องย่อยอาหารพิการอย่างรุนแรง จิตใจของเขาสุมอยู่ด้วยความทุกข์ร้อนกระสับกระส่าย จนผมร่วง หัวล้าน ขนตาและที่อื่นๆ ก็ร่วง  

 แพทย์ ได้บอกความจริงกับเขาว่า ขอให้เขาเลือกเอาอย่างหนึ่ง คือ ธุรกิจการเงินหรือชีวิต และจะต้องตัดสินใจเลือกอย่างรวดเร็วด้วย ถ้าเขาเลือกเอาชีวิตไว้ ขอให้เลิกงานด้านธุรกิจอย่างเด็ดขาด มิฉะนั้นเขาจะต้องตายอย่างแน่นอน

 
         รอคกี้เฟลเลอร์ เลือกเอาชีวิตตนเองไว้ หยุดงานธุรกิจ หันมาสนใจเรื่องของเพื่อนบ้าน เล่นกีฬาในร่มเล็กๆ น้อยๆ และมีเวลาเหลือเฟือที่จะคำนึงถึงสิ่งต่างๆ

เขาเริ่มคิดถึงผู้อื่น เลิกคิดถึงเรื่องการกอบโกยเงิน

เขากลับคิดใหม่ว่า เขาจะต้องใช้เงินจำนวนสักเท่าใด จึงจะสามารถสร้างความสุขให้ปวงมนุษย์ในโลกได้

            ในที่สุดเขาได้เปลี่ยนชีวิตของเขาจากความหน้าเลือดเห็นแก่ได้เอารัดเอา เปรียบมาเป็นผู้เสียสละ บำเพ็ญประโยชน์เพื่อความสุขของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

ยอห์น. ดี. รอคกี้เฟลเลอร์ ผู้ซึ่งกำลังจะตายเมื่ออายุ 53 ปี กลับเป็นผู้มีอายุยืนยาวถึง 98 ปี ได้อย่างน่าอัศจรรย์

เขากลายเป็นผู้มีความสุขความสงบแห่งจิตใจ

เขาเปลี่ยนคนเกลียดชังให้รักใคร่เขาได้ทั้งโลก เพราะเขาเปลี่ยนแปลงแนวคิด การกระทำของเขาให้เป็นประโยชน์แก่คนทั้งหลาย ทำความดีและเพิ่มพูนความดีอยู่เรื่อยๆ

            นักธุรกิจ นักการเมือง นักปกครอง ข้าราชการ และเพื่อนมนุษย์ที่รักทั้งหลาย มีตาก็จงดู มีหูก็จงฟัง โปรดไตร่ตรองเอาเองเถิดว่า...

ท่านจะจัดการกับวิถีชีวิตแห่งตนเพื่อประโยชน์สุขของเพื่อนมนุษย์อย่างไร
                                                                                       (ขอบคุณข้อมูลจาก กลุ่มคนจุดตะเกียง+PAD N.E.)

วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ผู้อยากเป็นใหญ่ ต้องเป็นผู้รับใช้ผู้อื่น


“เต็กเฮงหยู” ชีวิตนี้เพื่อผู้อื่น
ที่มา:ศูนย์พัฒนาการเด็กพิการ บ้านสิทธิดา

          คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่มีสิทธิ์เลือกที่จะเป็นนั่นเป็นโน่นเป็นนี่ เพื่อมีตำแหน่งหน้าที่ มีอำนาจบารมีมีรายได้ได้ ทว่าจะประสบความสำเร็จ สมหวังดังตั้งใจหรือไม่นั้น ไม่แน่เสมอไป

            อย่างที่พระท่านว่า  มีลาภเสื่อมลาภ มียศเสื่อมยศ ดีชั่วอยู่ที่ตัวกระทำ ตามหลักโลกธรรม 8 ฉันใดก็ฉันนั้น 
                      
            คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกที่จะเป็นคนดีได้ เลือกที่จะมีชีวิตเพื่อผู้อื่นได้

            ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี เป็นนายกรัฐมนตรี,รัฐมนตรี เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด ,ส่วนตำบล หรือ(กำลังจะ) เป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(สอบจ.) เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นครูอาจารย์ เป็นข้าราชการ ทหารตำรวจ เป็นพ่อค้านักธุรกิจ ฯลฯ

            ทุกคนสามารถเป็นคนดี และ เลือกที่จะมีชีวิตเพื่อผู้อื่นได้อย่างแน่นอน

            ถ้าคุณมุ่งมั่นตั้งใจ และทำจริง แบบ “เต็กเฮงหยู” (ชื่อแรกของบริษัทโอสถสภา จำกัด)
            “เต็ก” หมายถึง คิดถึงบุญคุณ
            “เฮง” หมายถึง ความดีงาม
            “หยู” หมายถึง ยั่งยืนยาวนาน

            ซึ่ง คุณรัตน์ โอสถานุเคราะห์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทโอสถสภา จำกัด ให้ความหมายไว้ว่า “เจริญโดยการช่วยเหลือผู้อื่น”

            เหมือนคุณ ตัน ภาสกรนที เจ้าของสแกน “ตันไม่ตัน” เจ้าของกิจการอิชิตันมูลค่าหลายพันล้านบาท

             เจ้าของมูลนิธิตันปัน “ผู้ที่ยิ่งให้ ยิ่งแบ่งปัน ก็ยิ่งได้”

            คุณตัน ยากจนและล้มเหลวในการเริ่มต้นทำธุรกิจมาครั้งแล้วครั้งเล่า แต่คุณตันไม่เคยละทิ้งคำว่า “ให้-แบ่งปันและกตัญญู”ต่อผู้มีอุปการคุณ  ไม่ว่าในยามทุกข์ยากแสนเข็ญ หรือมั่งมีศรีสุข 

            เหมือนกับบริษัทโอสถสภา จำกัด ที่ไต่เต้ามาจากร้านขายยาเล็กๆชื่อ “เต็กเฮงหยู”ย่านสำเพ็ง กรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ.2434  เริ่มจากตึกคูหาเดียว มีพนักงาน 5 คน 

            ผ่านไป 120 ปี “เต็กเฮงหยู” กลายเป็น “บริษัทโอสถสภา จำกัด” มีพนักงานกว่า 3 พันคน มูลค่าสินทรัพย์และธุรกิจหลายพันล้านบาท

            ที่เป็นไปเช่นนี้ได้  ก็เพราะ ผู้บริหารโอสถสภาทุกรุ่นทุกคน มีเป้าหมาย คือ ทำให้คนไทยมีชีวิตที่ดีกว่า (รัตน์ โอสถานุเคราะห์)

            ทุกผู้คนที่เจริญเติบโต มีชื่อเสียงอยู่ได้ ส่วนใหญ่ได้มาจากการช่วยเหลือผู้อื่น(นฤตย์ เสกธีระ,มติชน)

            มาถึงตรงนี้ ทำให้ผมนึกถึง องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศาสดาเอกบรมครูของโลก บรรดานักบุญทั้งหลาย ว่านวงศ์พงศ์กษัตริย์ รัฐบุรุษ  วีรบุรุษวีรสตรี  ปูชนียบุคคล ท่านเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ “เจริญชีวิตเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น สังคมและชาติบ้านเมืองทั้งสิ้น”

            ทำให้ผมระลึกถึง คำสอนของพระเยซูเจ้าที่ตรัสว่า “ให้รักเพื่อนมนุษย์เหมือนรักตนเอง”ให้รักแม้กระทั่งศัตรู  และพระองค์ได้กระทำจริง เพื่อเป็นแบบอย่าง แม้กระทั่ง “การสละชีวิตของตน” 

            การเป็นผู้ที่ยอมแพ้ ยอมสละแม้ชีวิต และดำรงชีวิตอยู่ด้วยความรัก รับใช้ ให้อภัยและแบ่งปันอย่างสุดจิตใจสุดกำลัง ทำให้พระองค์กลับกลายเป็น “พระเจ้าของทุกคน” แม้ถือกำเนิดในรางหญ้า คอกปศุสัตว์ ในครอบครัวของช่างไม้ที่ยากจน

            การมีชีวิตเพื่อความดีงาม การเจริญชีวิตเพื่อผู้อื่น นี่เกิดแก่ใครก็ล้วนงดงาม และควรแก่การสรรเสริญยิ่ง จริงๆครับ

วันอาทิตย์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สำหรับพระเจ้า ทุกสิ่งเป็นไปได้


รูปแม่พระปฏิสนธินิรมล


อัศจรรย์แม่พระ....
                   ไม่เชื่อ ต้องพิสูจน์
            ในโลกปัจจุบัน ทุกอย่างเป็นจริงได้เพราะวิทยาศาสตร์ ดาวศุกร์เพิ่งจะโคจรผ่านหน้าดวงอาทิตย์ไป เราก็สามารถคำนวณได้ ทั้งระยะเวลาและวงโคจรว่าจะกลับมาปรากฏให้เห็นอีกใน 100 ปีข้างหน้า แต่สิ่งที่อัลเบิร์ต ไอสไตน์ สุดยอดนักวิทยาศาสตร์โลก เคยกล่าวไว้ว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ก็เป็นสิ่งที่เราต้องพิสูจน์มาโดยตลอดและเป็นความจริงที่ว่า มีการค้นพบปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติอีกมากมายที่เกินกว่าสติปัญญาของมนุษย์จะหยั่งถึง

เรื่องราวความฝันที่เป็นจริงอย่างเหลือเชื่อของ นางสุวรรณ  ห้วยหงษ์ทอง พนักงานทำความสะอาดโรงเรียนบอสโกพิทักษ์ ต.โพรงมะเดื่อ อ.เมือง จ.นครปฐม ปัจจุบัน อายุ 43 ปี นับถือศาสนาพุทธ พักอาศัยอยู่ บ้านเลขที่ 74/1 หมู่ 10 ต.หนองปากโลง อ.เมือง จ.นครปฐม  อาจเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติอีกเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้

 ความฝันครั้งแรกของคุณสุวรรณเกิดขึ้น ช่วงปลายเดือนเมษายน ประมาณวันที่ 21 เม.ย. คุณสุวรรณเล่าว่า ในเวลาช่วงพักงานตอนกลางวันหลังรับประทานอาหารเธอพักนอนงีบอยู่ที่ศาลาเรือนไทย บริเวณหน้าอาคารริชาร์ด โรงเรียนบอสโกพิทักษ์ ขณะกำลังตกอยู่ในภวังค์ พลันได้ยินเสียงผู้หญิงที่ก้องกังวาน น้ำเสียงนุ่มนวล ไพเราะ บอกคุณสุวรรณว่า “เธอฉันอยู่นี่มานานแล้วนะ...อยู่นานแล้ว”
คุณสุวรรณจึงถามว่า “แล้วเธอเป็นใครอยู่ที่ไหนล่ะ...เธอบอกฉันทำไม”
เสียงผู้หญิงในฝันบอกว่า “ฉันอยากออกไป”
คุณสุวรรณถามว่า “ทำไมไม่ไปบอกพี่น้องเธอล่ะ...ให้เขามาพาออกไป”
ผู้หญิงในฝันยังไม่ทันตอบว่ากระไร  คุณสุวรรณรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาจากความฝันเสียก่อน และก็ยังไม่มีโอกาสได้เห็นรูปร่างหน้าตาของเจ้าของเสียงอีกด้วย

อีกสองสัปดาห์ต่อมา ประมาณต้นเดือนพฤษภาคม ราวๆวันที่ 5 พฤษภาคม คุณสุวรรณก็ฝันคล้ายกันในลักษณะเดิมอีก ในฝันได้ยินเสียงสุภาพตรีที่ก้องกังวาน น้ำเสียงนุ่มนวล ไพเราะ แต่ไม่ปรากฎให้เห็นหน้าตาเช่นเดิม กล่าวกับคุณสุวรรณว่า “ฉันอยู่ที่นี่จริงๆนะ...เธอพาฉันออกไปทีสิ”
คุณสุวรรณจึงตอบว่า “เธอบอกมาสิว่าเธออยู่ที่ไหน”
เสียงผู้หญิงในฝันตอบกลับมาว่า “เราเห็นเธอทุกวันเลยนะ”
 “เธอเห็นฉันทุกวันแล้วทำไมเธอไม่เรียกฉันล่ะ” คุณสุวรรณถาม
เสียงในฝันตอบว่า “เธอไม่ได้ยินฉันเอง”
คุณสุวรรณจึงย้ำว่า “ถ้าเธอไม่บอกว่าเธออยู่ที่ไหน...ฉันก็ไม่รู้นะ...ทำไมเธอไม่บอกละว่าเธออยู่ที่ไหน”
ยังไม่ทันได้ยินเสียงตอบอะไร คุณสุวรรณก็รู้สึกว่า เหมือนใครเอามือมาดึงขา จึงสะดุ้งตื่นและคิดว่า คงมีเพื่อนคนงานด้วยกันมาแกล้ง แต่มองไปรอบๆก็ไม่เห็นมีใคร คุณสุวรรณเล่าด้วยท่าทีตื่นเต้นว่า ชักรู้สึกกลัวๆขึ้นมาเล็กน้อย เหมือนกัน ที่ในฝันได้สนทนากับผู้หญิงคนนี้ถึงสองครั้งโดยไม่เห็นหน้าและไม่รู้ว่าเป็นใคร

ขณะที่คุณสุวรรณเกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้ว ในวันเสาร์ที่ 19 พฤษภาคมในช่วงเวลาพักงานตอนกลางวัน คุณสุวรรณเลี่ยงไปนอนพักผ่อนที่หน้าห้องเรือนพยาบาล อาคารชีวกโกมารภัจจ์ ในความฝันครั้งนี้ คุณสุวรรณได้ยินเสียงผู้หญิงเหมือนกับความฝันสองครั้งที่ผ่านมาอีกครั้ง เสียงนั้นบอกคล้ายกับขอร้องว่า “จริงๆนะ เธอผ่านฉันทุกวันเลย เธอเปิดดูฉันสิ” คุณสุวรรณกำลังคิดจะถามตอบกลับไปก็เผอิญสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยเสียงรถจักรยานยนต์ที่คุณสำอาง ศรีสรรพางค์ เพื่อนคนงานขี่ผ่านมา

คุณสุวรรณนั่งทบทวนความฝันด้วยของตนเองด้วยความรู้สึกสับสนว่า ใครกันแน่นะ ที่มาปรากฏในความฝันของเธอถึงสามครั้ง ในเวลาไล่เลี่ยกัน แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร  ส่วนอีกใจหนึ่งก็คิดไปว่าตนเองอาจจะดูหนังดูข่าวดูละครมากไปจึงเก็บเอามานอนฝัน

เมื่อถึงเวลาเข้างานช่วงบ่าย คุณสุวรรณขึ้นไปทำความสะอาดที่บริเวณหน้าห้องฟิสิกส์ ชั้น 5  อาคารริชาร์ดตามปกติ ขณะที่กวาดพื้นเสร็จเรียบร้อยแล้วกำลังจะเดินกลับ เพื่อไปทำความสะอาดในบริเวณอื่นต่อ พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นไขควงอันหนึ่งตกอยู่ที่ใต้ชั้นวางรองเท้าของนักเรียนที่ตั้งวางไว้อยู่บริเวณหน้าห้องโดยบังเอิญ คุณสุวรรณก้มลงเก็บขึ้นมา แล้วเอาใส่ไว้ในกระเป๋าผ้าคาดกันเปื้อน พลางคิดในใจว่า ใครเอามาทิ้งไว้นะ ในช่วงเวลานั้น คุณสุวรรณกำลังเดินผ่านห้องเก็บบริเวณหน้ามุขของอาคาร ก็เกิดแรงดลใจให้ใช้ไขควงไขประตูโดยแทบไม่รู้สึกตัวว่าคิดอะไรอยู่....

ความรู้สึกตัวกลับมาอีกทีก็ตอนที่เปิดประตูห้องไปแล้วเห็นเป็นใบหน้าของสุภาพสตรีตะแคงหน้ามองมายังเธอ......ปัง!......คุณสุวรรณดึงประตูปิดทันที ภาพความฝันเสียงผู้หญิงซ้ำๆที่เพิ่งเกิดขึ้นกับเธอผุดขึ้นมาในความคิดทันที
คุณสุวรรณ ห้วยหงษ์ทอง

ตลอดวันนั้นและอีกสองวันต่อมา คุณสุวรรณเล่าว่า เธอไม่มีความสุขในการทำงานเลย รู้สึกร้อนรุ่มกลุ้มใจอย่างไรก็บอกไม่ถูก จะเอ่ยปากบอกใครก็ไม่กล้าเพราะไม่ใช่หน้าที่อะไรที่จะต้องไปเปิดประตูห้องเก็บของดู และใครเล่าจะเชื่อในสิ่งที่เธอฝัน แต่ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจสอบถาม  นายกิตติภรณ์ (แม็ก) โสทน หัวหน้าคนงานของโรงเรียนบอสโกพิทักษ์ว่า       “น้าแม็กๆ วิญญาณ “แม่พระ”นี่มีจริงหรือไม่?” นายกิตติภรณ์จ้องมองหน้าเธอและตอบว่า “มีจริงสิ ถามทำไมหรอ?” เท่านั้นแหละ เรื่องราวและความรู้สึกที่เก็บไว้ในใจอยู่หลายวันก็พรั่งพรูออกมาจนหมด ชนิดที่เล่าไปขนลุกไป

นายกิตติภรณ์นำเรื่องดังกล่าวของคุณสุวรรณไปเล่าให้ซิสเตอร์ ดร.อรชร กิจทวี ผู้อำนวยการโรงเรียนบอสโกพิทักษ์ฟังด้วยความรู้สึกตื่นเต้นเช่นกัน จากนั้นจึงพากันไปที่ห้องเก็บของชั้น 5 ดังกล่าว แล้วให้เปิดประตูพิสูจน์ดู....ภาพที่ปรากฏแก่สายตาของทุกคนในเวลานั้นก็คือรูปปั้นไฟเบอร์กลาสที่ชาวคาทอลิกคุ้นเคยดีและเรียกว่า “รูปแม่พระปฏิสนธินิรมล”ถูกเศษวัสดุสิ่งของวางทับไว้เห็นแต่ใบหน้าที่ด้านหนึ่งพิงติดกับผนังห้องจนปรากฏเป็นรอยถลอกที่บริเวณหางคิ้วซ้าย ตะแคงหน้ามองมายังทุกคน

ซิสเตอร์อรชร กิจทวี จึงให้คนงานช่วยกันนำสิ่งของที่วางทับอยู่ออกและอัญเชิญรูปแม่พระปฏิสนธินิรมล มาตั้งไว้ที่ในห้องทำงานของท่าน แล้วการไล่เรียงประวัติความเป็นมาของรูปแม่พระองค์นี้ก็เริ่มต้นขึ้น

จากคำบอกเล่าของครู บุคลากรในโรงเรียนหลายท่านพูดตรงกันว่า รูปแม่พระองค์นี้เดิมเคยประดิษฐานไว้ในห้องประชุมครูชั้น 5 ของอาคารริชาร์ด ใกล้กับห้องเก็บของที่พบรูปนั่นเอง แต่กลับไม่มีใครแน่ใจว่ารูปแม่พระองค์นี้ถูกใครเก็บเข้าไปทิ้งไว้ในห้องเก็บของตั้งแต่เมื่อไร แต่ก็อาจประมาณเวลาได้คร่าวๆว่า น่าจะถูกเก็บไว้ในห้องเก็บของมาเป็นเวลานานกว่า 5 ปีขึ้นไป เพราะหลังจากที่มีการสร้างห้องประชุม 60 ปี ที่ชั้นล่างของอาคารริชาร์ด  เพื่อใช้ประชุมครูแล้ว ก็ไม่มีใครคิดถึงรูปแม่พระองค์นี้อีกเลย


จนกระทั่งแม่พระต้องออกมาเรียกคุณสุวรรณ ให้ไปช่วยนำท่านออกมาจากห้องที่อับทึบและถูกทับถมด้วยเศษสิ่งของต่างๆ

ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นจริงแล้วอย่างเหลือเชื่อ นายมงคล ทัฬหะกุลธร นายกสมาคมศิษย์เก่า ผู้ปกครอง และครูโรงเรียนบอสโกพิทักษ์ โทรศัพท์มาพูดคุยเรื่องนี้กับผม ในเช้าของวันที่ 4 มิถุนายน สิ่งที่คุณมงคลบอกกับผมก็คือว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆที่จะเล่ากันสนุกๆหรือเสริมแต่งกันขึ้นมาตามใจตนเอง แต่เท่าที่คุณมงคลได้ลองตรวจสอบและพูดคุยกับคุณสุวรรณด้วยตนเอง พร้อมกับสัตบุรุษวัดพระตรีเอกภาพ หนองหิน อีกหลายท่านที่มาร่วมในงานฉลองวัดและสมโภชพระตรีเอกภาพ เมื่อวันที่ 3 มิถุนายนแล้วก็น่าเชื่อได้ว่า “แม่พระปฏิสนธินิรมล”ได้เลือกที่จะสื่อสารและเรียกให้คุณสุวรรณช่วยเหลือท่านเป็นพิเศษ ซึ่งก่อนหน้านี้ คุณครูสายหยุดและคุณครูวุฒิศักดิ์ ศิริวรศิลป์ ผู้อาวุโสของวัดก็พูดในทำนองเดียวกันนี้

ส่วนในมุมมองของผมสำหรับเรื่อง “อัศจรรย์ของแม่พระ”นั้น ผมไม่ได้แค่เชื่อเพียงอย่างเดียวแต่บ้านที่ผมอาศัยอยู่ในปัจจุบันนี้ที่ ม.2 ต.บ้านเลือก อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ก็ใช้ชื่อว่า “บ้านแม่พระอุปถัมภ์”ด้วย ส่วนเรื่องราวที่มาของชื่อบ้านและปรากฏการณ์ที่ผมได้สัมผัสด้วยตนเองนั้นจะยังไม่ขอเล่าในตอนนี้

แต่อยากจะเชิญชวนให้ทุกท่านลองไต่ตรองดูทีว่า ถ้า “แม่” ซึ่งเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตและมีพระคุณต่อลูกประเสริฐยิ่งกว่าใครในโลกนี้ เมื่อยามแก่ชรา หรือเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างทุกข์ทรมานและเดียวดาย  ด้วยความละเลยไม่เอาใจใส่ดูแลของลูกหลานและสังคมแล้ว...อะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทยและสังคมโลกนับต่อจากนี้ไป