จำนวนการดูหน้าเว็บรวม

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แก้ไขรัฐธรรมนูญ แก้ไขปัญหาผูกขาดประเทศ

รัฐธรรมนูญต้องช่วยกัน...ช่วยแก้(ตอนที่ 1)
       
อ่านโพสต์เรื่อง ขอฝากแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วยสัก 2-3 มาตราซิวะ (โว้ย)...ที่ บรรจง นะแส เขียนใน Daily News ( 27 ก.พ.55) แล้วเกิดไอเดียอย่างหนึ่งว่า
ภาพจาก oknation.net
            เราทุกคน(โดยเฉพาะสื่อและมวลชนในโลกไซเบอร์) น่าจะเป็นตัวกลางและตัวการในการนำเสนอข้อมูลความคิดเห็นของชาวบ้านและชุมชนท้องถิ่นไปสู่ประชาสังคม และใครก็ตามที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่กระบวนการกำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้
            อย่าปล่อยให้เป็นเพียงหน้าที่ของใครพวกใดพวกหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น สสร.หรือคณะกรรมาธิการที่จะจัดตั้งขึ้น หรือหน่วยงานที่รัฐบาลมอบหมาย หรือสื่อส่วนกลาง แล้วนั่งรอความหวังแบบลมๆแล้งอย่างที่เคยเป็นมา
            เหตุผลที่คุณบรรจง หยิบยกขึ้นมาอ้างอิง ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงเป็นเพียงเครื่องมือ เป็นเพียงของเล่นของกลุ่มผลประโยชน์ที่แอบอ้างความชอบธรรมในการเข้าสู่อำนาจรัฐ ใช้อำนาจรัฐแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองและพวกพ้อง โดยอาศัยวาทกรรมของระบอบประชาธิปไตยที่สวยหรูมากล่อมประชาชนให้หลงติดงอมแงมเหมือนติดยาบ้า ที่ทำให้ลืมสิทธิที่ควรจะได้     ให้ลืมและไม่ให้มองเห็นการเอารัดเอาเปรียบที่ซ่อนรูป ให้จำนนต่อการกดขี่ขูดรีด รัฐธรรมนูญจึงเปรียบเสมือนยากล่อมประสาท ยาแก้ปวด
            ผมว่าเหตุที่ควรแก่การระแวดระวังเหล่านี้ มีน้ำหนักเพียงพอที่จะร้องขอให้ทุกคนทุกฝ่ายลุกขึ้นมาร่วมด้วยช่วยกันเสนอ-แสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นต่างๆในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้อย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด
       ไม่ปล่อยให้ สสร.แต่งตั้งกรรมาธิการรับฟังความคิดเห็นมาหลอกหลอนและหลอกล่อประชาชน เหมือนครั้งที่ผ่านมาในอดีตอีก
       โปรดดูตัวอย่าง ที่บรรจง นะแส นำเสนอความคิดเห็น …“ชาวบ้านที่ร้านน้ำชาแห่งท่าศาลา นครศรีธรรมราชคนหนึ่ง ที่ติดตามการเมืองมาตลอด และประกาศตัวเลิกเป็นหัวคะแนนทุกพรรคการเมืองมาหลายปีแล้ว ท่านฝากบอกผมมาว่า ช่วยฝากไปบอกให้เขาแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยสัก 2-3 มาตราได้ไหมวะ กูอยากได้รัฐธรรมนูญที่เหมือนมาม่า ยำยำน่ะ ฉีกซองใส่น้ำร้อนแล้วกินได้เลย แม้รสชาติอาจจะไม่เข้าท่าเท่าไหร่ แต่กูก็อยากได้รัฐธรรมนูญที่กินได้เลย ประชาชนอย่างเราถูกหลอกจนเบื่อแล้วว่ะ
       
ตามด้วยข้อเสนอที่ว่า...
       
ให้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญไปเลยว่าประเทศนี้ ใครคอร์รัปชันทุจริตโกงกินจะไม่หมดอายุความ ห้ามประชาชนประเทศนี้กักตุนที่ดินไว้เกินคนละ 50 ไร่ ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญเลยว่าการให้สัมปทานแหล่งพลังงาน ป่าไม้ ที่ดิน จะต้องผ่านรัฐสภาออกเป็นกฎหมายถึงจะดำเนินการได้ ระบุไว้เลยว่าประเทศนี้จะมีระบบภาษีก้าวหน้า ภาษีมรดก ระบุไว้เลยว่าประเทศนี้จะต้องมีการกระจายอำนาจให้มีการปกครองแค่ 2 ระบบคือส่วนกลางและท้องถิ่น...
       
และการวิพากษ์ที่ตรงไปตรงมา ...
       
แต่ถ้าพวกมันแก้รัฐธรรมนูญแบบไม่แตะปมปัญหาทางโครงสร้าง โดยเฉพาะโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกี่ยวข้องกับปัญหาและสาเหตุของความยากจน ปัญหาปากท้องของผู้คน หรือแก้ซ่อนปม สับขาหลอก อ้างความเป็นประชาธิปไตยปลอมๆ ให้ความหวังลมๆ แล้งๆ กับประชาชนเหมือนที่ผ่านๆ มา กูว่าไม่มีประโยชน์ที่จะแก้ และหากใครก็ได้ที่เข้ามายึดอำนาจรัฐและแก้ปัญหาต่างๆ ดังที่กล่าวมา กูก็จะสนับสนุน กูก็จะไปร่วมด้วยช่วยกัน กูเบื่อประชาธิปไตยจอมปลอม ประชาธิปไตยที่มีแต่เปลือกเต็มทีแล้วว่ะ
       ขอย้ำก่อนครับว่า ผมเห็นด้วยที่จะให้สื่อมวลชนและประชาชน-ชุมชนท้องถิ่นออกเสนอ-มาแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ผ่านสื่อกันอย่างอิสระภายใต้กรอบของกฎหมาย เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันอย่างจริงจัง 
            แต่ต้องไม่ใช่วิธีรัฐประหารยึดอำนาจ
            หากแต่ขอสนับสนุนให้ประชาชน-ชุมชนได้ร่วมกันปฏิวัติวิธีคิด วิธีเขียนสาระสำคัญ และบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญเสียใหม่ โดยไม่ติดกับดักระบบคิดแบบ สสร.ที่ไม่น่าจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมทางการเมืองและเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เจริญก้าวหน้าในปัจจุบัน
            และไม่ปล่อยให้คนบางกลุ่มเป็น สส., สว.,ผูกขาดทั้งตระกูล โกงชาติตั้งแต่รุ่นพ่อไปยันลูกหลานเหลนโหลน หรือเห็นประเทศเป็นบริษัท จะทำอะไรก็ได้
            เพื่อกอบโกย แสวงอำนาจและเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้องของตน
            ส่วนชาวบ้าน ลูกจ้าง แรงงาน ชาวนา เกษตรกร ตาสียายสาที่เป็นเจ้าของประเทศ ต้องคอยรอรับเศษตังค์เศษงบประมาณ และการพัฒนา(ที่บางเรื่องก็ห่วย แตก)ที่บรรดา สส., สว.และรัฐมนตรีผูกขาดทั้งหลาย จัดสรรมาให้
          ส่วนตัวผมขอแจมด้วยสักสองเรื่องครับ หนึ่ง คือ ห้ามมิให้บุคคลลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น สส.,สว.ต่อเนื่องกันมากกว่า 2 สมัย   เป็นการจำกัดสิทธิบุคคลโดยรัฐธรรมนูญเหมือนที่ใช้รัฐธรรมนูญจำกัดสิทธิอื่นๆที่พึงมีพึงได้ของประชาชน
          และ สอง  คือ อย่าปล่อยให้(ไอ้)พวกเนรคุณเหยียบย่ำกดขี่สถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะของคนไทย ด้วยกฎหมายใดๆได้โดยเด็ดขาด
                                      Thanya2555@gmail.com


วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

วาเลนไทน์ :หยุดคิดไม่หยุดรัก

มองต่างมุม :หยุดละเมิดสถาบัน
ภาพจากวิกีพิเดีย

          การที่พลเอกประยุทธ์  จันทร์โอชา
ผู้บัญชาการทหารบกออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อสารมวลชน เรียกร้องให้ทุกฝ่ายหยุดเคลื่อนไหวในเรื่องการรณรงค์ให้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อป้องกันปัญหาความขัดแย้งรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นและบานปลายได้
            เนื่องจากมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย แตกแยกออกเป็นหลายกลุ่ม 
           ซึ่งท่านผู้บัญชาการทหารบก ระบุว่า เมื่อไรที่มีการเคลื่อนไหวเรื่องนี้จะมีความขัดแย้งระหว่างคน 2กลุ่มเสมอ และตั้งคำถามเชิงข้อสงสัยว่า “ไม่ทราบว่าคณะนิติราษฎร์  หรือคณะนิติเรดต้องการอะไร” ทั้งที่รัฐบาลและหลายส่วนที่เกี่ยวข้องได้ออกมาพูดชัดเจนแล้วว่าจะไม่แตะต้องมาตรา 112

            ท่าทีและการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของท่านผู้บัญชาการทหารบก  นับว่าเป็นที่พึงพอใจของประชาชนรวมทั้งข้าราชการ-ทหาร ตำรวจที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มาอย่างยาวนานและมั่นคง ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของบูรพมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ที่ทรงกอบกู้ชาติบ้านเมือง รักษาเอกราชคงความเป็นชาติไทย และทรงพัฒนาให้อาณาประชาราษฎร์มีความกินดีอยู่ดี ประเทศมีความเจริญรุ่งเรือง พัฒนาก้าวหน้ามาได้ตามลำดับ

            และแน่นอนว่าจะต้องมีฝ่ายที่ไม่พอใจในท่าทีและการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวของท่านผู้บัญชาการทหารบกด้วย และอาจจะเดินหน้าสร้างความขัดแย้งให้บานปลายออกไปอีก 
           โดยอ้างเหตุผลทางวิชาการ สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และเหตุผลต่างๆนานา ซึ่งในที่สุดถ้าไม่มีใครยอมใคร ก็หมายความว่าต้องเผชิญหน้ากัน จากความขัดแย้งทางความคิดเห็นไปสู่ความขัดแย้งทางการเมือง ผู้คนแบ่งฝักแบ่งฝ่ายไม่ลงรอยกัน บ้านเมืองอึมครึมไม่เกิดผลดีต่อสถาบันและความมั่นคงของชาติบ้านเมือง
          ย้อนกลับไปคล้ายเหตุการณ์ครั้งอดึตเมื่อคณะราษฎร์พยายามบีบบังคับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 ให้เป็น กษัตริย์ “ใต้”พระธรรมนูญการปกครองแผ่นดินหรือรัฐธรรมนูญที่ร่างขึ้น
         ซึ่งเป็นนัยยะทางการเมืองที่สำคัญมาก และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในเวลานี้ควรได้ไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนรอบคอบก่อนที่จะเคลื่อนไหวใดใด ที่อาจส่งผลกระทบไปถึงสถาบันกษัตริย์และความมั่นคงก้าวหน้าของชาติบ้านเมืองได้